เคยไหม? อยากทำประกันสุขภาพสักเล่ม แต่พอเห็นแบบประกันที่มีเป็นหลายแบบ หลายเงื่อนไข ก็เริ่มมึนหัวจนอยากปิดหน้าจอทิ้ง! ไปหลายรอบ
มีทั้งแบบ "เหมาจ่าย" ทั้งแบบ "deduct" ทั้งแบบ "Copay" แล้วสรุปแบบไหนที่คุ้มค่าและเหมาะกับไลฟ์สไตล์เราจริงๆ?
เหมาะสำหรับ: คนที่ต้องการความสบายใจสูงสุด กลัวส่วนต่างค่ารักษา
แบบนี้คือ "ตัวท็อป" ของวงการประกันยุคนี้ครับ เพราะไม่ว่าจะผ่าตัดเล็ก ผ่าตัดใหญ่ หรือค่าแล็บแพงๆ ประกันจะจ่ายให้ตามจริงภายใต้วงเงินใหญ่ (เช่น 5 ล้าน, 10 ล้าน หรือ 100 ล้านบาท)
ข้อดี: ไม่ต้องมานั่งแยกวงเงินค่าหมอ ค่าผ่าตัด ไม่ต้องกังวลเรื่องส่วนต่าง
ข้อเสีย: เบี้ยประกันค่อนข้างสูงกว่าแบบอื่น
เหมาะสำหรับ: พนักงานบริษัทที่มีสวัสดิการประกันกลุ่มอยู่แล้ว
ถ้าคุณมีประกันบริษัทที่ช่วยจ่าย 20,000-30,000 บาทแรกอยู่แล้ว การเลือกแบบมี Deductible จะช่วยให้คุณซื้อประกันสุขภาพ "วงเงินสูง" ได้ใน ราคาถูกลง 30-50% เลยทีเดียว!
ข้อดี: ได้วงเงินคุ้มครองสูง แต่เบี้ยถูก
ข้อเสีย: เรา (หรือสวัสดิการเรา) ต้องจ่ายเงินก้อนแรกตามที่ตกลงไว้ก่อน ประกันถึงจะเริ่มทำงาน
สรุปง่ายๆ คือ "การช่วยกันจ่าย" ระหว่างเรากับบริษัทประกันครับ โดยเราตกลงว่าจะช่วยออกค่ารักษาเองกี่ % (ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 10-30%) แล้วที่เหลือบริษัทประกันจะเหมาจ่ายให้ทั้งหมด
เบี้ยประกันถูก: เหมาะมากสำหรับคนสุขภาพแข็งแรงที่อยากมี "งบรักษาหลักล้าน" ไว้ แต่ไม่อยากจ่ายเบี้ยทิ้งแพงๆ ทุกปี
ได้แผนที่ดี: ในงบเท่าเดิม ถ้าเลือกแบบ Copay คุณอาจจะได้วงเงินเหมาจ่ายที่สูงขึ้น หรือได้ห้องพักที่ดีขึ้น
เหมาะกับคนมีสวัสดิการ: ถ้าคุณมีประกันออฟฟิศอยู่บ้างแล้ว เอาส่วนของ Copay ไปเบิกกับประกันกลุ่มได้
ค่ารักษา: 100,000 บาท
เงื่อนไข Copay 20%:
คุณจ่ายเอง: 20,000 บาท
ประกันจ่ายให้: 80,000 บาท (ถ้ามีประกันกลุ่ม ก็เอา 20,000 นี้ไปเบิกได้ค่ะ)
#Copayคืออะไร #ประกันสุขภาพCopay #วิธีลดเบี้ยประกันสุขภาพ #ประกันสุขภาพราคาถูก #เปรียบเทียบประกันสุขภาพ
ใช้โรงพยาบาลเอกชนเป็นหลัก
ไม่อยากรอคิวแต่ก็ ไม่อยากลดคุณภาพการรักษา
ต้องการความอุ่นใจ ความสบายใจ ให้ตัวเองและครอบครัว
มองประกันเป็น “การดูแลระยะยาว”
มองถึงความสะดวก ง่ายและรวดเร็ว เครื่องมือทันสมัย
👉 ประกันสุขภาพเหมาจ่าย วงเงินสูง คือคำตอบ